เทคนิคฝึกภาษาอังกฤษ ที่ทำให้เก่งขึ้นได้จริง! (Part 2)

จากบทความแรก ได้รู้ถึงเรื่องราวเทคนิคการฝึกภาษาอังกฤษที่จะทำให้คุณเก่งขึ้นจริงไปแล้วในบางส่วน คราวนี้มาต่อกันเลยดีกว่า ว่าจะมีเทคนิคไหนอีกที่ทำให้คุณเก่งขึ้นและประสบความสำเร็จในการฝึกภาษาอังกฤษได้

 

 

1.ชอบแนวไหนให้ฝึกแนวนั้น

– ถ้าคุณชอบอ่านหนังสือ ให้ลองอ่านนิยายภาษาอังกฤษ โดยเริ่มจากการอ่านใน Level ที่ง่ายที่สุดก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มระดับความยากขึ้นถ้าคุณเป็นคนชอบดูหนัง ให้หาดูซีรี่ย์ที่มี Subtitel English ดู โดยดูอย่างน้อย 2 รอบ อาจจะแบ่งเป็นรอบแรกดูด้วยการเปิด Sub และรอบสอง ให้ปิด Sub แล้วฝึกการแปล

– ถ้าคุณชอบเล่นเกมส์ ให้ลองเล่นเกมส์ของต่างประเทศ โดยเลือกเกมส์ที่มี Story หรือมีภารกิจให้คุณทำ คุณจะได้ฝึกหาคำแปลจากในเกมส์ หรือคำพูดต่าง ๆ ของตัวละครในเกมส์

– ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเล่น Social ให้พาเพจหรือติดตามเพจ Facebook / Twitter / Blog ที่ให้ความรู้และทักษะเกี่ยวกับภาษาอังกฤษเอาไว้ และหมั่นเข้าเพจหรือบล็อกนั้นให้เป็นกิจวัตร เพื่อฝึกภาษาอย่างสม่ำเสมอ

 

2.กล้าที่จะพูดและไม่กลัวที่จะถาม

ข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คุณพูดได้หรือไม่ได้ เพราะถ้าคุณมัวแต่อายไม่กล้าที่จะพูดหรือถาม คุณก็ไม่พัฒนาไปไหนซักที เพราะฉะนั้นคุณต้องเริ่มจากการลดความกลัวที่เป็นปัญหาหลักในการพูด อย่ากลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นถ้าคุณยังไม่ได้ลอง และให้คุณเปลี่ยนความคิด อย่าคิดแทนชาวต่างชาติว่าการพูดผิดเป็นเรื่องที่น่าอาย เพราะชาวต่างชาติส่วนใหญ่ มองว่า การที่คุณกล้าพูดภาษาที่ 2 หรือ 3 นั้นเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และมีความพยายามอย่างมาก

 

3.อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า

อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้าในที่นี้คือการอ่านทุกอย่างที่คุณอ่านได้ เมื่อคุณเจอ ไม่ว่าจะเป็น นิยาย หนังสือพิมพ์ การ์ตูน นิตยสาร อีเมลล์ หรือเว็บไซต์ เพราะเนื้อหาพวกนี้ล้วนเป็นคำศัพท์ที่ผ่านตาในชีวิตประจำวัน และอาจมีศัพท์ใหม่แทรกปะปนอยู่ เพื่อให้คุณได้เรียนรู้และอัพระดับทักษะของคุณให้ดีขึ้น เพราะหากคุณอ่านมันบ่อย ๆ และเจอศัพท์เหล่านี้บ่อย ๆ มันจะทำให้คุณคุ้นชินและจำคำ ๆ นั้นได้ขึ้นใจ ซึ่งเทคนิคอีกอย่างที่จะทำให้คุณจำคำศัพท์นั้นได้ ก็คือการโน้ตคำศัพท์ ด้วยการใช้ Docs ใน Google จะมีลักษณะคล้าย Word / Excel แต่มันต่างตรงที่ File Docs ที่คุณ Create ขึ้นมานั้นมันสามารถเปิดออนไลน์ได้ในทุกที่ทุกเวลา ขอแค่เพียงคุณมี Account Google/Gmail แค่ Login เข้าไปก็ใช้งานได้ง่าย ๆ และถ้าคุณอยากจะเพิ่มคำศัพท์ ก็เพียงแค่เปิดไฟล์เดิมนั้นแล้วจดเพิ่มลงใน List คำศัพท์หรือทริคต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ พร้อมเซฟให้อัตโนมัติ

 

เพราะฉะนั้นคุณควรฝึกฝนเทคนิคเหล่านี้ให้เป็นกิจวัตร หากอยากเก่งภาษาอังกฤษ  ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่ชอบหรือไม่ชอบภาษาอังกฤษก็ตาม ให้คุณลองเปลี่ยนแนวคิดและฝึกฝนตามเทคนิคเหล่านี้เป็นประจำ รับรองว่าคุณจะรักและเก่งภาษาอังกฤษขึ้นมากเลยทีเดียว

เทคนิคฝึกภาษาอังกฤษ ที่ทำให้เก่งขึ้นได้จริง! (part 1)

เทคนิคภาษาอังกฤษของแต่ละคนไม่ได้เริ่มจาก 10 ,20 ,30 หรือจาก 100 แต่ทุกคนเริ่มต้นจากศูนย์ และกว่าที่แต่ละคนนั้นจะมีทักษะภาษาอังกฤษที่เก่ง ล้วนต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก และมีความตั้งใจที่จะเรียนรู้ ทำความเข้าใจกับมัน แล้วทำให้เป็นกิจวัตร ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ไม่ยากเลย เพียงแค่คุณลองเริ่มทำจาก

 

ฝึกตั้ง Status

ในยุคนี้ ส่วนใหญ่คงไม่มีใครที่ไม่เล่น Facebook เพราะฉะนั้นการตั้ง Status Facebook คือวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้คุณพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษได้ และอย่าคิดว่าการตั้ง Status เป็นภาษาอังกฤษเท่ากับอวดรู้ อวดเก่งภาษา คุณไม่ควรคิดแทนคนอื่น ให้คิดซะว่ามันคือการฝึกฝนแทน เพราะก่อนที่คุณจะกด Public Status นั้น แน่นอนว่าคุณจะต้องตรวจเช็ค ไม่ว่าจะเป็นการหาคำศัพท์ Google Translate ตรวจเช็ค Grammar สารพัดวิธีตรวจเช็ค เพราะคุณคงไม่อยากโดนล้อ โดนจับผิด หากสะกดหรือตั้ง Status ไม่ถูกต้อง

 

 

อย่าข้ามขั้น ให้ฝึกการฟังตาม Level

หลายคนคิดว่าการฟังอะไรที่ยากไว้ก่อน ต่อไปจะง่ายขึ้น นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะนอกจากคำศัพท์จะยากแล้ว คุณจะยิ่ง งง และไม่รู้เรื่องมากกว่าเดิม ซึ่งคำศัพท์ยาก ๆ เหล่านี้ นอกจากคุณจะต้องมานั่งท่องจำแล้ว ยังไม่ได้ใช้บ่อยและบางคำอาจจะไม่ได้อยู่ในชีวิตประจำวันด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นคุณควรเริ่มจากการฝึกจาก Level 1 ก่อน แล้วค่อย ๆ พัฒนาไปทีละขั้น เช่น สำหรับผู้ที่เริ่มต้นใหม่ ควรลองฟัง New in Level หรือ www.newsinlevels.com ซึ่งเว็บนี้จะแบ่งการฟังออกเป็น Level ให้คุณฝึกพัฒนาไปทีละขั้นและฝึกได้อย่างถูกจุด หรือถ้าเพิ่มระดับความยากขึ้นมาหน่อยก็จะเป็น ( TED ) www.ted.com เป็นเว็บไซต์ที่เป็นที่นิยมในทุกประเทศสำหรับการฝึกภาษาและเพิ่มทักษะความรู้ในด้านต่าง ๆ

 

ลองเล่นเว็บบอร์ดต่างประเทศ

เข้าไปดูว่าคนต่างชาติสนในในเรื่องอะไรและส่วนใหญ่นิยมเล่นเว็บไหน โดยการเข้าไปอ่านและแสดงความคิดเห็นเรื่องที่คุณสนใจ มันจะทำให้คุณสนุกกับการใช้ภาษามากขึ้นทั้งคำศัพท์ทั่วไปและศัพท์แสลงฮิตของวัยรุ่น

 

     วิธีเหล่านี้อาจเป็นเพียงแค่วิธีเริ่มต้น และเป็นวิธีง่าย ๆ ที่คุณสามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา เพราะถ้าใจคุณแน่วแน่ คุณก็เก่งไม่แพ้คนอื่น ๆ

 

 

 

 

 

พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้เหมือนกับวิ่ง Marathon

การพัฒนาภาษาอังกฤษเปรียบเสมือนการวิ่งมาราธอนมากกว่าการวิ่ง 100 เมตร เพราะการวิ่งมาราธอนจะต้องใช้ความมุ่งมั่น ขยันหมั่นเพียรในการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการทำทีละน้อย โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่พัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วซึ่งถือว่าเร็วกว่ายุคก่อน ๆ มาก ไม่ว่าจะเป็นในด้านธุรกิจ การแข่งขันในตลาดแรงงาน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้และในอนาคตข้างหน้าก็คือ การพัฒนาภาษา เช่น การเรียนภาษาใหม่ ที่เราไม่คุ้นเคย อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคนที่เพิ่งเริ่ม เพราะฉะนั้นคุณต้องมองว่ามันคือการลงทุนในระยะยาว เพื่อสร้างผลให้ชีวิตของคุณดีขึ้น

 

ในช่วงที่คุณกำลังพัฒนา จะต้องค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป เพราะมันเป็นการพัฒนาในระยะยาว ดังนั้นไม่จำเป็นที่คุณจะต้องรีบทำให้ตัวเองเก่งเร็ว แต่ควรเน้นด้วยการทำอย่างสม่ำเสมอ อาจเป็นอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง แล้วหาโอกาสในการฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา เช่น บริบทต่าง ๆ ชวนเพื่อนคุยเป็นภาษาอังกฤษ เพราะนี่คือสิ่งที่จะทำให้คุณพัฒนาภาษาอังกฤษไปได้เรื่อย ๆ

 

ในการวิ่งมาราธอนนั้น เป็นการวิ่งให้ถึงจุดหมายในระยะทางที่ยาว ไม่ใช่การวิ่งแข่งขันที่วัดกันด้วยความเร็ว หากผู้วิ่งจะประสบความสำเร็จได้ จะต้องหมั่นฝึกซ้อม จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ยอมแพ้เพราะในระหว่างทางนั้นคุณย่อมเจอปัญหา หรืออุปสรรคต่างๆที่ต้องฝ่าฝันมันไปให้ถึง อาจมีท้อ มีเหนื่อย มีหมดหวัง หมดแรงบ้าง ก็ไม่ควรยอมแพ้ และที่สำคัญคุณต้องตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และรู้ไว้ว่าในเวลานี้คุณไม่ได้แข่งกับใคร นอกจากแข่งกับตัวคุณเอง การพัฒนาภาษาก็เช่นกัน คุณจะต้องให้เวลากับมัน เวลาในที่นี้หมายถึง ช่วงเวลาที่คุณต้อง

ฝึกท่องจำ (คุณจะต้องท่องจำให้เป็นประจำ)

 

ทำแบบฝึกหัด ทบทวนในสิ่งที่คุณเรียนรู้มาเป็นประจำ หมั่นทบทวนบทเรียนต่าง ๆ ที่คุณได้เรียนรู้มาแล้วและฝึกมันให้ดีขึ้นกว่าเดิม

 

การนำภาษาที่ศึกษามานั้นมาใช้ในชีวิตประจำวันหรือในบริบทต่าง ๆ

 

ทำมันอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการท่องจำ ทบทวนบทเรียน และการใช้ในบริบทต่าง ๆ คุณจะต้องทำมันอย่างสม่ำเสมอ โดยห้ามมีข้ออ้างในการฝึกฝนเด็ดขาด

 

เพราะฉะนั้นหากคุณตั้งเป้าหมาย แล้วหมั่นฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอโดยไม่เร่งรีบ และไม่ยอมแพ้กลางคัน คุณจะถึงเป้าหมายที่คุณตั้งไว้หรือถึงเส้นชัยในอีกไม่ช้าแน่นอน

 

การเก่งด้วยการใช้ภาษาจากบริบท (Contextual English)

การที่คุณจะเก่งภาษาได้นั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่คุณต้องหมั่นฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ และการฝึกที่ดีที่สุดนั้นมาจากการนำภาษามาใช้ในชีวิตประจำวันหรือในเหตุการณ์จริงนั่นเอง โดยมีข้อแนะนำดังต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1.หาการใช้ภาษาจากชีวิตประจำวัน

ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการทำงานหรือในมุมส่วนตัว ที่ทางฝรั่งเรียกกันว่า “Scenario Use Case”

 

 

2.คิดถึงหัวข้อที่ต้องการจะสื่อสาร

ให้นึกถึงหัวข้อที่ต้องการจะสื่อสาร โดยเรียบเรียงหัวข้อย่อยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหัวข้อใหญ่

 

 

3.สร้างประโยคง่าย ๆ ที่ต้องการจะสื่อสาร

คิดหาประโยคง่าย ๆ หรือข้อความที่คุณต้องการจะสื่อสาร โดยประโยคจะอยู่ใน Form แบบมี (noun + verb) ที่เรียกง่าย ๆ ว่า “ใครทำอะไร” หรือ “ใครเป็นอะไร”

 

 

4.ใช้คำศัพท์ที่ง่ายที่สุด

ใช้คำศัพท์ที่ง่ายที่สุดเท่าที่คิดได้ โดยความหมายที่ต้องการจะสื่อนั้นไม่ผิดเพี้ยน ซึ่งคำง่าย ๆ นั้นจะทำให้เข้าใจง่ายและรวดเร็วกว่าคำยาก ๆ และจะทำให้สนุกกับการใช้ภาษาได้มากกว่าเดิม

 

 

5.เมื่อคล่อง ให้พูดเร็วขึ้น

คำที่คุณเคยพูดในใจ ให้ฝึกพูดคำ ๆ นั้นออกมาหลาย ๆ ครั้ง โดยเริ่มพูดจากต่อหน้าเพื่อนที่สนใจภาษาหรือนัดเพื่อนเพื่อช่วยกันพัฒนาทักษะให้ภาษาคล่องขึ้น และเมื่อภาษาเริ่มคล่อง ให้ค่อย ๆ พูดเร็วขึ้น โดยอาจใช้คำศัพท์อื่น ๆ ที่มีความหมายคล้าย ๆ กันมาใส่ในประโยค

 

 

6.ให้สร้างบริบทใหม่ เมื่อคล่องแล้ว

เมื่อคล่องในอีกขั้นหนึ่งแล้ว ให้เริ่มใส่บริบทใหม่ที่เกี่ยวกับตัวเองลงไป ไม่ว่าจะเป็นการงานหรือชีวิตส่วนตัว และทำแบบนี้ซ้ำ ๆ กันไปเรื่อย ๆ

 

 

7.ให้เข้าใจว่า “ไม่ต้องพูดเป๊ะเหมือนเจ้าของภาษา”

ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญ ต้องจำไว้เสมอว่าคุณ “ไม่จำเป็นต้องพูดให้เป๊ะเหมือนเจ้าของภาษา” เพราะภาษาเป็นเครื่องมือในการสร้างผลลัพธ์จากปลายทาง ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง และในการพูดทุกครั้งให้คิดเสมอว่าคุณกำลังแข่งกับตัวเอง แข่งกับคุณในเมื่อวาน เพื่อจะได้เก่งขึ้นเรื่อย ๆ ในวันข้างหน้า ซึ่งมันสามารถต่อยอดให้กับหน้าที่การงาน การสร้างโอกาส สร้างคุณค่า หรือการหาเงินทองให้กับตัวเอง ไม่ใช่การนำไปแข่งกับคนอื่น ซึ่งการลงทุนนี้ถือเป็นการลงทุนที่ให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและมากที่สุด เพราะทักษะนี้จะอยู่กับคุณไปตลอด

 

และทั้ง 7 หลักการนี้หากคุณฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ โดยนำมาใช้จริง ๆ ในชีวิตประจำวันเป็นประจำ ก็จะทำให้คุณพัฒนาทักษะได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่าคุณพร้อมที่จะทำมันแล้วหรือยัง ?

 

Effective English Presentation

 

การนำเสนอเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะถือเป็นการสื่อสารชนิดหนึ่งในชีวิตประจำวัน ซึ่งโดยปกติทุกคนอาจผ่านการนำเสนอแบบภาษาไทยกันมาแล้วและการนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องยากหากคุณปฏิบัติตาม 5 ข้อนี้

 

 

1.เข้าใจความหมายและข้อความที่ต้องการจะสื่อสารให้ผู้ฟังรู้และเข้าใจก่อนว่าอยากให้เขารู้และทำอะไร

 

 

2.ใช้รูปภาพเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสาร รองลงมาเป็นข้อความ โดยเขียนสรุปให้สั้นกระชับ อ่านเข้าใจง่าย เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเน้นการดูภาพที่สื่อความหมายมากกว่าการอ่านข้อความในหลาย ๆ บรรทัด

 

 

3.ใช้คำภาษาอังกฤษง่าย ๆ เช่น (Noun + Verb) โดยเน้นที่ความหมายและข้อความที่ต้องการจะสื่อสารมากกว่า Grammar ที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว เพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่ให้ผลลัพธ์จากปลายทาง ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง

 

 

4.ใช้คำศัพท์ที่ง่ายที่สุดเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่าย รวดเร็วที่สุด และเพื่อให้ง่ายต่อการจำและนำมาใช้ของผู้ที่ Present

 

 

5.มั่นใจในตัวเอง โดยจะต้องตั้งเป้าหมายในการนำเสนอว่าที่คุณมานำเสนอก็เพื่อให้ความรู้กับผู้อื่น และไม่ควรอายหากภาษาของคุณยังไม่เป๊ะเหมือนเจ้าของภาษา เพราะการพูดให้เหมือนกับเจ้าของภาษาไม่ใช่เป้าหมายที่สำคัญ

 

เพราะฉะนั้นหากคุณทำตาม 5 ข้อดังนี้ รับรองว่าการ Present จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพียงแค่คุณมองให้เป็นเรื่องง่าย และมีหลักการในการนำเสนอ เท่านี้ทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ด้วยดี ที่สำคัญอาจทำให้ใครหลายคน ได้เรียนรู้และหลงรักการ Present จากคุณก็ได้

ทักษะทางภาษากับการต่อยอดสู่ความสำเร็จ

 

คุณเคยถามตัวเองไหม ว่า ฝึกภาษาแล้วได้อะไร?

เรียนไปทำไม?

เอาไปสร้างผลประโยชน์กับชีวิตยังไงได้บ้าง ?

 

ในยุคของ AEC ทักษะหนึ่งที่สร้างผลลัพธ์ให้คุณได้ก็คือทักษะภาษาอังกฤษ ทั้งเปิดโอกาสและทำเงินได้ในทันที ถ้าเป็นโอกาส ก็จะเป็นเรื่องการ ได้งานใหม่ ได้เลื่อนตำแหน่ง หาลูกค้าเพิ่ม ดูดีในแวดวงสังคม ซึ่งจะเป็นหนทางไปสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน

 

แต่ถ้าพูดถึงโอกาสในการหาเงิน ตอนนี้เป็นเวลาที่ดีที่สุดที่จะสร้างทักษะภาษาให้ดี เพราะมี trend ความต้องการในตลาดทางด้านการสื่อสารเป็นอย่างมาก

 

คุณรู้ไหม ว่า…

– ล่าม สมัยนี้เรียกได้เงินเป็นหมื่นต่อวัน!! ไม่ว่าจะแปลในงาน event หรือเป็นล่ามในการงานในประชุม

– นักเขียน คิดค่าเขียนหรือค่าแปล ต่อคำ(3-5บาท) หรือต่อหน้า(1000+)

– ออกงานเป็นพิธีกรที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ เพิ่มราคาตัวเองได้ 50%

 

จริงอยู่ว่า ทักษะภาษาไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพัฒนา และเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา แต่งานทุกอย่างที่เราเริ่มทำใหม่ก็ยากไม่ใช่หรอ แต่ทำไมเรายังทำและผ่านมันมาได้ ภาษาก็เช่นกัน ตอนแรก ๆ อาจจะยากสำหรับคุณ แต่พอฝึกไปซักพักจะรู้สึกว่ามันง่ายขึ้น มันอยู่ที่ความคิดของเราว่าต้องการขอบเขตให้ตัวเราเองมากน้อยแค่ไหน หรือคุณจะเปิดผลลัพธ์ที่ไม่มีขอบเขตจากความคิดที่ไม่มีขอบเขตของคุณเอง

 

 

ภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตการงาน

สมัยนี้ใครๆก็รู้ว่าภาษาอังกฤษนั้นสำคัญมากกกก และทุกคนก็อยากได้ทักษะนี้ มีคนเข้าอบรมเป็นจำนวนมากและส่วนใหญ่ไม่สำเร็จ ผิดหวัง ท้อแท้มากพอสมควร การสอนในสถาบันทางด้านภาษาอังกฤษธุรกิจก็จะเป็นไปเชิงการสอบแบบทฤษฎีการพูดมากกว่า เช่น สวัสดีครับ คุณชื่ออะไร มีอาชีพอะไร ในทำนองนั้น

 


ในชีวิตจริง ภาษาอังกฤษในการใช้งานก็คล้ายๆกับการใช้งานในภาษาไทยนั้นแหละ เช่น การขาย เก็บเงินลูกค้า ส่งของ ประสานงาน การจ่ายเงิน การเจรจาราคาและข้อแม้อื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นไปทางผลลัพธ์ในการธุรกิจ มากกว่าคำพูดที่สวยงามหรือสำเนียงแบบเจ้าของภาษา

 

 

พูดได้ง่ายๆว่า สำหรับโลกธุรกิจ ภาษาอังกฤษเป็นแค่เครื่องมือเพื่อสร้างผลลัพธ์ในการทำการ เรียกได้ว่า ทักษะภาษาเป็นตัวกลางที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมายปลายทางได้ ไม่ใช่ไปถึงได้ด้วยตัวของมันเอง

 


เพราะฉะนั้น ถามตัวเองก่อน ว่าวันนี้อยากต่อยอดในเรื่องไหน และเริ่มจากความต้องการนั้นที่ต้องพัฒนา และสร้างประโยคในภาษาอังกฤษเพื่อมาสื่อสารให้ได้ผล โดยเริ่มจากการตั้งเป้าหมาย และย้อนกลับมาหาทางว่าจะสื่อสารด้วยการใช้ประโยคอย่างไรดี โดยไม่ต้องกังวลว่าจะพูดไม่เก่งหรือพูดไม่สำเนียงเป๊ะ ให้ค่อยๆพัฒนาสำเนียงและคำศัพท์ไปเรื่อยๆ

และนี่เป็นเทคนิคที่ชาวต่างชาตินิยมใช้กันในการสื่อสารภาษาด้านธุรกิจ จนทำให้เขาได้ดีหลังจากใช้งานบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น จีน อินโด มาเล พม่า เวียดนาม หรือ ประเทศอื่นๆในเอเชีย

 


ขอให้คุณเริ่มจากผลลัพธ์จากการสื่อสารที่อยากได้ และค่อยๆย้อนกลับมาถึงการสร้างประโยคของการสื่อสารนั้น และจำไว้ว่า ผลลัพธ์ในการสื่อสาร สำคัญกว่าที่จะพูดได้สวยและดูดี เพราะเป้าหมายภาษาอังกฤษมีไว้เพื่อสร้างผลลัพธ์และสร้างคุณค่ากับผลประโยชน์กับทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่ให้ดูดีในสายตาของผู้ฟัง

 

TOEIC กับ ภาษาอังกฤษที่ใช้งานจริงๆ

หลายคนเตรียมสอบ TOEIC เพื่อจะได้เป็นสิ่งที่ช่วยให้เติบโตในการงาน และเป็นสิ่งที่สมัยนี้ องค์กรถามถึงบ่อยขึ้น คำถามก็คือ ถ้าเก่งและสอบ Toeic คะแนนสูง แปลว่าภาษาอังกฤษดีหรืออย่างน้อยถือว่า “ใช้ได้” จริงหรือ

ในประสบการณ์ของผม (รวมทั้งตัวผมเอง) มีหลายคนที่ไม่ได้สอบ TOEIC แต่ ทำงานกับเพื่อนร่วมงานต่างชาติได้ และสื่อสารได้ดีมากด้วย และฝรั่งส่วนใหญ่ ถึงเป็นเจ้าของภาษา ก็คงสอบ TOEIC ได้อย่างไม่ดี (มีฝรั่งมีเยอะมาก ที่สอบ TOEIC ไม่ผ่านแน่นอน)

งั้น คำถามก็คือ แล้วถ้าจะเก่งภาษาอังกฤษ จะต้องทำอย่างไร?

 

คำตอบอันนั้น ง่ายมากเลย คือ คุณ ต้องเอามา “ใช้” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่ง คือ เอามาใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะไม่อย่างนั้น ที่คุณไปเรียนมา คุณจะลืมหมด เพราะมนุษย์เราจะได้ทักษะมาจากการฝึก และในชีวิตจริง ไม่มีอะไรที่เป็นการฝึกดีไปกว่าการลงสนามของ “การเอามาใช้ ในชีวิตจริง”

 

คุณไม่ต้องเก่งตั้งแต่เริ่มต้น แต่คุณต้องค่อยๆพัฒนาไปทีละนิดทีละหน่อย และต้องใจเย็นในการพัฒนา ซึ่งคนส่วนใหญ่ ให้เวลาและโอกาสกับตัวเองน้อยไป พอลุยเต็มที่แล้ว (อันนี้ไม่ถูก เพราะสมองคนเรา รับฝึกหนักเกินไป ก็ไม่ได้ผลที่ดีที่คาดไว้) ในสองเดือนไม่ได้ผล ที่คิดว่า ตัวเองไม่มีความสามารถและตัวเอง “ไม่ใช่ กับ ทักษะนี้” แต่ไม่มีอะไรที่ผิดมากกว่าความคิดอันนี้เลย เพราะ ภาษาทุกภาษา ใช้เวลาฝึก……..และ ถ้าคุณไม่เลิกกับตัวเองก่อน ทักษะของภาษาก็จะเป็นของคุณ

 

แต่จะเริ่มฝึกที่ไหนและอย่างไร? เริ่มที่ตัวคุณเลย และกับคนใกล้ชิดที่มีความต้องการอย่างเดียวกัน ส่วนบทเรียน เดี๋ยวนี้มี online ช่วยได้เยอะมาก จาก google ไปถึง YouTube

แต่แค่เรียนให้พอสำหรับสิ่งที่คุณจะใช้ก่อน ถ้าอยากเรียนที่จะขายของ เรียนแค่อธิบายให้ลูกค้าเข้าใจก่อน แล้วค่อยๆพัฒนาคำพูด การพูด สำเนียง และการเขียนสื่อสารทีหลัง แต่อย่าหยุดพัฒนา แค่นั้นเอง

ภาษาอังกฤษ มีไว้ใช้ เอาไว้ทำประโยชน์ เขาเป็นแค่เครื่องมือ ที่จะให้เราเอาไปต่อยอดอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นชีวิตการงาน หรือชีวิตส่วนตัว คุณก็ควรจะมองภาษาอังกฤษไปเป็นแบบนั้น และไม่ต้องไปกลัว หรือกังวลอะไรเกี่ยวกับความยากหรือความยิ่งใหญ่ของภาษานั้น เพราะในที่สุด มันก็เป็นแค่เครื่องมือทำมาหากินของเราอันหนึ่งแค่นั้นเอง

กระชับเวลาในการเติบโต โดยการมี Mentor มาช่วยตัดเวลา

 

ทำไมการเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ ช่วยให้คุณประสบความสำเร็จ?

เบื่อมั้ยกับการอยู่กับที่? การงานไม่ก้าวหน้า! ทักษะไม่เติบโต! อาจเป็นเพราะ คุณยังพัฒนาตัวเองได้ไม่ถูกจุดหรือไม่เต็มกำลัง เพราะไม่มีความรู้ ความสามารถมากพอในด้านนั้น สิ่งหนึ่งที่จะเป็นตัวช่วยและแก้ปัญหาให้คุณได้ดีที่สุดนั่นก็คือ การได้เรียนรู้จากผู้ที่รู้จริงหรือผ่านประสบการณ์มาก่อน

และหากถามว่าความรู้เหล่านี้สามารถหาได้จาก Internet หรือหนังสือทั่วไปได้มั้ย ? ตอบเลยว่าได้ แต่นั่นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองเท่านั้น

ทางลัดสู่ความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่การมี Mentor ที่ดี หรือการเข้าหาผู้มีประสบการณ์ในด้านนั้น ๆ จะเป็นวิธีพัฒนาตัวเองที่ดีและเร็วที่สุด เพราะเมื่อเรารู้ว่าเราต้องการพัฒนาสิ่งไหน เราก็จะตามหา Mentor ในแบบนั้น ซึ่งนักจิตวิทยาและนักศึกษาชาวอเมริกันก็เชื่อว่า “มนุษย์จะมีศักยภาพในการพัฒนาตัวเอง หากได้เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์โดยตรง” ซึ่งผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรงเหล่านี้ เค้าจะสอนให้คุณเรียนรู้จากประสบการณ์ของคุณเอง แล้วมันจะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้ยังไง?

 


ผู้มีประสบการณ์จะให้คำแนะนำที่ดี ซึ่งสิ่งนี้ไม่ต่างกับการลงทุนในธุรกิจที่คุ้มค่าและได้ผลตอบแทนที่ดี และยิ่งหากคุณอยากประสบความสำเร็จคุณจะต้องมี Mentor ที่เคยเจอหรือผ่านปัญหาเหล่านั้นมาก่อน

 

 


ทำให้เกิดการปรับปรุงสมรรถนะที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นกว่าเดิม (ได้มาตรฐานที่สูงกว่ามาตรฐาน)หรือที่ต่ำกว่าเกณฑ์ให้ดีขึ้น

 

 


มันสามารถดึงสิ่งที่ดีที่สุดในตัวคุณออกมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ได้รู้ในสิ่งที่คุณไม่รู้ ได้รู้ในสิ่งที่คุณขาด

ทำให้คุณสำเร็จในสิ่งที่ต้องการเร็วขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งสิ่งนั้นอาจเป็นคำแนะนำหรือการสอนจาก Mentor ที่มีประสบการณ์เพียง 1 คน

 

 


ทำให้คุณสามารถพัฒนาได้ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน

ทำให้คุณเป็นที่ต้องการในหลากหลายบริษัท

 

 


ทำให้คุณได้ทั้งประสบการณ์ทางอาชีพและประสบการณ์ทางชีวิต

 

 

คุณจะเห็นได้ว่าการเรียนรู้ในแบบเดิม ๆ อาจช่วยคุณได้ไม่มาก เพราะฉะนั้นทางลัดที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานคือ การหาผู้มีประสบการณ์ซักคนมาคอยเป็นโค้ชให้กับคุณ เมื่อคุณเจอผู้มีประสบการณ์ในแบบที่คุณต้องการ แล้ววันนั้นคุณจะลืมตัวคุณในแบบเดิมไปเลย